ความโกรธที่ดี
สำหรับบางคน เช่นดิฉัน ที่เคยมีชุดความคิดที่ว่า การแสดงออกไปว่าโกรธนั้นไม่มีประโยชน์ มีแต่ทำให้อะไรๆแย่ลง หรือทำให้สถานการณ์อึดอัด หรือคิดว่าคนอื่นจะมองว่าเราเป็นคนไม่ดี หรือเหตุผลอื่นๆ เลยเรียนรู้ที่จะเก็บอารมณ์โกรธเอาไว้ และอารมณ์โกรธที่ถูกสะสม จะแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ เช่นการกระแทกแดกดัน พูดกระกระแนะกระแหน อารมณ์ฉุนเฉียว หรือโกรธแบบระเบิดอารมณ์เมื่อมันเก็บสะสมต่อไปไม่ไหวแล้ว *** ในหนังสือ The myth of normal หมอ Gabor Mate ให้ข้อมูลว่า คนที่กดข่มอารมณ์ด้านลบ ทำให้เกิดโรคทางกายได้ ซึ่งจริงๆแล้ว #ความโกรธมีประโยชน์ เพราะมันเป็นการป้องกันอาณาเขตตัวเอง เมื่อรับรู้ว่ามีภัยคุกคามทั้งต่อกายและใจ แล้ว #ความโกรธที่ดีต่อสุขภาพ มันเป็นยังไงล่ะ???หมอ Gabor Mate กล่าวว่า การแสดงความโกรธที่ดีนั้น ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นการส่งสารไปยังผู้รับ โดยการปฎิเสธแบบ”กระชับ และมีพลัง” พูดอย่างหนักแน่นที่สุด เท่าที่จำเป็น ณ ตอนนั้น มันไม่ง่ายแน่นอน สำหรับคนที่ใช้วิธีเก็บอารมณ์มาตลอดครึ่งชีวิต แต่เส้นทางการเยียวยานี้ ยังมีอะไรสนุกๆให้เรียนรู้และฝึกฝนอีกมากมาย … จริงๆแล้วเนื้อหาเรื่องความโกรธ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของหลักการเยียวยาบาดแผลทางใจ (4A5กรุณา) ของหมอ Gabor Mate ผู้เขียนหนังสือ The
แค่เราเปลี่ยน คนข้างๆก็เปลี่ยนตาม
แค่เราเปลี่ยน คนข้างๆก็เปลี่ยนตาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์แม่กับลูก เป็นการส่งต่อพลังงานที่เห็นชัดมากเมื่อใดที่แม่มีพลังงานด้านลบ ลูกจะรับรู้ได้ เขาจะรับพลังงานนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นอีกทอด… เมื่อใดที่แม่มีใจเมตตาต่อลูก เขารับรู้ได้ พฤติกรรมต่างๆก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จนน่าแปลกใจ Facebook post 19 ธันวาคม 2024
ความโกรธ คือพลังงานที่ต้องการทางออก
เห็นความโกรธของตัวเองมั้ย?เห็น … เมื่อมันผ่านไปแล้วหลายนาที บางทีหลายชั่วโมงเห็น … เมื่อมันส่งต่อความโกรธ ไปยังคนที่เรารัก บ่อยครั้งที่เผลอไปเป็นผู้เล่น .. (ผู้เล่นละคร)กว่าจะถอยออกมาเป็นแค่ผู้ดูได้ ก็กินเวลานานสติ สติ และสติ คือสิ่งที่ต้องพัฒนา Facebook post 9 ธันวาคม 2024
บางครั้งเราพูดปกติด้วยความหวังดี แต่คนฟังแปลสารที่รับไปด้านลบ ทำไม?
บางครั้งเราพูดปกติด้วยความหวังดี แต่คนฟังแปลสารที่รับไปด้านลบ ทำไม? #เพราะ สิ่งที่คุณพูดมาจากความคิดและความตั้งใจ ที่คุณรู้ตัว …แต่น้ำเสียงและท่าทาง มาจากอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ลึกๆ ซึ่งคุณอาจไม่รู้ตัว การสื่อสารใช้ทั้งภาษาที่เป็นคำพูด และส่วนที่เป็นอวัจนภาษา (ท่าทาง ภาษากาย น้ำเสียง สีหน้าและอื่นๆ) ซึ่งในวงการจิตวิทยารู้ดีกว่า ถ้าสองสิ่งนี้ไม่ไปด้วยกันคือพูดอย่างหนึ่ง แต่ท่าทาง น้ำเสียงฟังแล้วดูแล้วขัดกัน เราจะเชื่อภาษาท่าทางมากกว่า ดังนั้น การที่พูดสื่อสารออกไปด้วยเจตนาดี แต่ท่าทางและน้ำเสียงไม่ไปทางเดียวกัน นั่นแปลว่าเขาพูดอย่างหนึ่งแต่เขาส่งสารอีกอย่างหนึ่งออกมา(โดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว) คนฟังรับรู้ในส่วนนี้จึงทำให้เกิดการไม่เข้าใจกัน #การมีความสัมพันธุ์และสื่อสารเชื่อมโยงกับตัวเองเป็นหัวใจสำคัญ ของการที่เราจะแปลงมันไปสู่การสื่อสารภายนอกที่ดี เป็นเหตุทำให้มีการสร้างสัมพันธ์ในชีวิตที่ดี โดย ฝึกสังเกตุว่าเราพูดอะไรกับตัวเอง สังเกตุว่าเรามีความเชื่ออะไรกับตัวเอง หรือเราปฏิบัติกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดรำคาญ รังเกียจ หรือโกรธตัวเอง ไม่ชอบความเป็นตัวเอง ถ้าเราสามารถเมตตาตัวเองได้ ถึงข้างใน เห็นสิ่งผิดพลาด เห็นความไม่ดีแต่เรายอมรับสิ่งที่เป็น แล้วเราค่อยๆ แก้ไข พัฒนา ข้างในมันก็จะเติบโตได้ ซึ่งถ้าจะแบ่งวิธีการปฏิบัติ จะมี 2 แนวทาง คือ 1. แนวทางจากบนลงล่างเป็นการทำงานกับสมองส่วนบน เป็นตัวกำหนดการปฏิบัติ แล้วแนวการปฏิบัติด้วยความรู้ตัวลงไปบ่อยๆ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น– ฝึกตระหนักรู้ในความคิดของเรา– ฝึกปฏิบัติพักความคิด– ฝึกสังเกตุว่าเราพูดกับตัวเองอย่างไร–
ฉันต้องเป็นคนดีเพื่อจะได้รับความรักหากฉันปฏิเสธ ฉันจะไม่เป็นที่รัก
ฉันต้องเป็นคนดีเพื่อจะได้รับความรักหากฉันปฏิเสธ ฉันจะไม่เป็นที่รัก“ ตัวอย่างเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการไม่ปฏิเสธ จากหนังสือ the myth of normal Facebook post 21 พฤศจิกายน 2024
ลักษณะบุคลิกภาพที่พบบ่อยมากในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ของหมอ Gabor Mate
หมอ Gabor Mate กล่าวว่า“ คนที่ น่ารักคนที่ เอาความคาดหวังและความต้องการของคนอื่นมาก่อนตัวเองคนที่ กดข่มอารมณ์ลบของตน คือคนที่เจ็บป่วยเรื้อรังและอยู่ในการดูแลของผมที่คลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว หรือมารับการดูแลที่หอผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ผมทำงานอยู่ สิ่งที่ติดใจผมคือผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดมะเร็งสูงกว่าและมีพยากรณ์โรคที่แย่กว่า “ “ผมได้รวบรวมลักษณะบุคลิกภาพที่พบบ่อยมากในผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายประเภทตั้งแต่มะเร็งโรคภูมิต้านทานตัวเองจนถึงโรคผิวหนังที่เป็นต่อเนื่องไม่หายรวมถึงความเจ็บป่วยต่างๆ” ลักษณะต่อไปนี้คือ– ความกังวลโดยอัตโนมัติและทันทีต่อความต้องการทางใจของผู้อื่นโดยเพิกเฉยต่อความต้องการทางใจของตนเอง– การยึดโยงกับบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบทางสังคมอย่างเหนียวแน่น– มุ่งมั่นล้นเกินมีความรับผิดชอบเกินพอดีที่จะทำงานหลายอย่างพร้อมกันซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่าจะต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการกระทำและการให้– การกดความก้าวร้าวและความโกรธระดับเหมาะสมที่ควรใช้ป้องกันตนเอง– ยึดมั่นและทำตามความเชื่อว่า “ฉันต้องรับผิดชอบความรู้สึกคนอื่น” และ “ฉันต้องไม่ทำให้ใครผิดหวัง” อ่านแล้ว เห้ยยย ตรงกับใครกันนะ? ใครกัน? เอ๊า ฉันนี่ไงโอเคไม่เป็นไร ทำความเข้าใจต่อ …. คุณหมอบอกว่า ไม่มีใครเกิดมากับลักษณะแบบนี้ เคยเห็นทารกแรกเกิดไหม? ทารกไม่ลังเลใจที่จะแสดงความรู้สึก และไม่เคยคิดซ้ำก่อนร้องไห้ว่าจะทำให้ใครลำบากลำบนหรือเปล่า เหตุผลที่บุคลิกนิสัยเหล่านี้พัฒนาและกลายมาเป็นลักษณะเด่นในคนบางคน เนื้อแท้แล้วมันเป็นแบบแผนการรับมือ หรือการปรับตัว ซึ่งแต่เดิมเกิดขึ้นเพื่อสงวนรักษาบางสิ่งที่สำคัญ และไม่อาจต่อรอง เอาล่ะ ถ้าใครมีนิสัยแบบนี้ เราเหมือนกันค่ะกำลังอยากแก้นิสัยแบบนี้ให้หมดไปใช่ไหมคะ? ในประสบการณ์ส่วนตัว ที่พยายามใช้ “ความคิด” แก้มาตลอด มันได้ผลแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้มีวิธีการเยียวยาตนเองด้วยการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ด้วยการเขียน “แบบฝึกไต่สวนตนเอง” ซึ่งอ่านวิธีการเขียนคร่าวๆแล้ว แทบอยากไปนั่งเขียนทันที แต่ก็อยากเขียนบันทึกนี้ก่อน แล้วจะกลับมาแชร์วิธีการเยียวยากันต่อในตอนหน้าค่ะ
ยากจะจินตนาการถึงชีวิตใครสักคนโดยไม่คิดถึงบาดแผลทางใจอะไรสักอย่าง
ยากจะจินตนาการถึงชีวิตใครสักคนโดยไม่คิดถึงบาดแผลทางใจอะไรสักอย่างและเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ที่จะรู้ว่าควรทำอย่างไรกับมัน – Mark Epstein-The trauma of everyday life Facebook post
บุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศรีษะอันไฟลุกโพลง
ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอพึงทำความสำหนียกว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน ดังนี้เถิด Facebook post 29 ตุลาคม 2024
ทุกสิ่ง ที่เรารู้สึกไม่พอใจกับผู้อื่น ล้วนนำพาไปสู่ความเข้าใจตัวเองได้
“ทุกสิ่ง ที่เรารู้สึกไม่พอใจกับผู้อื่น ล้วนนำพาไปสู่ความเข้าใจตัวเองได้”– คาร์ล ยุง – Everything that irritates us about others can lead us to an understanding of ourselves”– Carl Jung – Facebook post 20 กันยายน 2024
Trauma – ปมค้างใจจากวัยเด็ก
นักวิจัยรายงานว่า ในจำนวนคนที่มีปมค้างใจจากวัยเด็ก กลุ่มไหนมีการระเบิดอารมณ์โกรธมากกว่ากัน? … คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเด็กที่ถูกกระทำทารุณทำร้ายร่างกาย.. แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ กลุ่มที่ระเบิดอารมณ์โกรธรุนแรง กลับกลายเป็น กลุ่มคนที่ในวัยเด็กถูกละเลยไม่ใส่ใจ ทางนักวิจัยเชื่อว่า แบบที่มีการทำร้ายร่างกายมันจะทำร้ายเป็นครั้งๆ แต่ก็จะมีช่วงเวลาที่ได้ดูแลกัน เป็นกลุ่มที่พ่อแม่อาจจะมีอารมณ์แกว่งไปแกว่งมา จะมีช่วงดี กับช่วงร้าย ส่วนแบบละเลย มีแนวโน้มที่จะละเลยอย่างสม่ำเสมอ เด็กไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการ #นิยามคำว่าละเลย คือ พ่อแม่ไม่ได้ใส่ใจและตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งมีทั้ง การละเลยทางด้านร่างกาย (ไม่ได้สนใจว่าลูกจะมีกินไหม กินอะไรที่ดีต่อสุขภาพไหม ไม่ได้สนใจความเป็นอยู่) การละเลยทางด้านจิตใจ (ไม่ได้มอบความใส่ใจ ความรัก ความรู้สึกปลอดภัย มีความต้องการอะไร พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ ลูกถูกแกล้งที่รร.พ่อแม่ก็ไม่สนใจ ลูกถูกครูทำโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุพ่อแม่ก็ไม่ปกป้องเด็ก) การละเลยในการดุแลลูกให้ได้รับการศึกษาที่ดี (ไม่สนใจว่าลูกจะเรียนอะไร การสอนการบ้านก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน) การละเลยทางด้านสุขภาพ(ลูกป่วยก็ไม่สนใจจะพาไปหาหมอ ถึงเวลาฉีดวัคซีนก็ไม่จำหรือสนใจการฉีด) เมื่อมีปัญหากลุ่มนี้เขาจะรู้สึกไม่ได้รับความรัก และไม่มีคุณค่า และมีความเจ็บปวดบางอย่างอยู่ข้างใน มีความโกรธแต่แสดงไม่ได้ จึงเป็นกลุ่มที่มีการระเบิดอารมณ์ได้มากกว่า ไปเข้าใจความโกรธและวิธีการรับมือกับอารมณ์ตนเองได้ที่ช่องคุณหมอต่อได้ค่ะ ที่มาข้อความด้านบน : ฟังมาจากช่องหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล EP.363 เข้าใจความโกรธและการระเบิดอารมณ์ (นาที 26:16 ) Facebook post









